วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559


RECORD  7

TUESDAY 20 SEPTEMBER 2559 

เนื้อหาการเรียน  (KNOWLEDGE)

        วันนี้อาจารย์ให้คัด ก-ฮ หัวกลมตัวเหลี่ยมเต็มบรรทัด วันนี้เป็นการคัด ก-ฮ ครั้งที่ 3 ที่ไม่ได้คัดตามรอยเส้นปะ  การค้ดครั้งนี้เริ่มรู้สึกคัดเร็วขึ้นกว่าครั้งก่อนๆเพราะว่าอาจจะเริ่มชินมือมากขึ้น ทำให้การคัดครั้งนี้ใช้เวลาไม่นาน หลังจากที่นักศึกาาคัดกันเสร็จหมดทุกคนแล้ว อาจารย์ก็เริ่มเข้าสู่เนื้อหาการเรียนการสอนของวันนี้



  
         อาจารย์ให้นักศึกษาเอาของเล่นมานำเสนอเพิ่มเติมจากเมื่ออาทิตย์ก่อนๆเพราะอาทิตย์ก่อนนั้นอาจารย์ไม่มีเวลาได้อธิยายเพิ่มเติมของเล่นของนักศึกษา วันนี้อาจารย์เลยให้นำเสนอของเล่นแต่ล่ะคนแล้วให้นักศึกษาแต่ล่ะคนบอกว่าของเล่นตนเองเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อย่างไ เพื่ออาจารย์จะได้อธิบายเพิ่มให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ของใครที่ทำมาไม่ผ่านอาจารยืก็ให้คำแนะนำนักศึกษาเพื่อที่จะให้นักศึกษาได้กลับไปทำใหม่ ที่ดีและมีคุณภาพยิ่งขึ้น

ภาพของเล่นของนักศึกษา ของเล่นที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์





         หลังจากที่อาจารย์ให้นักศึกษานำเสนอของเล่นเสร็จแล้ว อาจารย์ก็เอาของเล่นของรุ่นพี่มาให้นักศึกษาได้ดูเพื่อที่จะได้นำเอาไปประยุกต์ใช้ได้ในการทำของเล่นให้เด็กได้เล่น ของเล่นบางอย่างอาจเล่นได้คนเดียว แต่บางอย่างอาจเล่นได้หลายคน เล่นได้หลายคนต้องเอาไปจัดไว้ตามมุมเพื่อเอาวางไว้ให้เด็กได้เล่นและได้ทดลองกัน การทำของเล่นเราต้องดูด้วยว่าเรากำลังสอนเด็กๆในหน่วยไหน ถ้าเรากำลังสอนหน่วยไหนอยู่เราตฃควรที่จะทำของเล่นในหน่วยนั้นๆ


นี้คือภาพของเล่นของรุ่นพี่ที่อาจารย์เอามาให้พวกเราดู







 กิจกรรมต่อไปคือ อาจารย์แจกกระดาาเอ 4 ให้นักศึกษาคนล่ะ 1 แผ่น หลังจากนั้นอาจารย์ก็ให้นักศึกษาวาดมือของตัวเราเองโดยให้เอามือไปวางไว้ที่กระดาษแล้ววาดตามรอยนิ้วมือของเรา หลังจากที่วาดเสร็จแล้ว อาจารย์ก็ให้เอาสีไปวาดทับรอยนิ้วมือของเรา แล้วก็วาดกส้นโค้งลงไปที่ภาพนิ้วมือของเราให้เต็มโดยเส้นโค้งนั้นต้องเว้นระยะห่างไม่ต้องถี่มากเกินไป แล้วก็เอาอีกสีหนึ่งลากตามเส้นโค้งทุกๆเส้น หลังจากนั้นก็ให้นักศึกษามองไปที่ภาพนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเราจะมองเห็นเป็นภาพสามมิติ การทำภาพสามมิติเองด้วยวิธีง่ายๆที่เด็กๆก็สามารถทำได้เอง





           ต่อไปเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของน้ำไหลที่ลงมาสู่ที่ต่ำ แล้วจะเกิดการเปลี่ยนแลง จากรูปภาพคืดถ้าเรายกถาดตัวที่ปล่อยน้ำไหลสูงหรือวางไว้เท่ากันก็จะทำให้น้ำไม่ไหลหรือไหลเพียงนิดเดียว แต่ถ้าเรายกถาดที่ตัวปล่อยน้ำไหลต่ำลงน้ำก็จะไหลมาก เป็นการจำลองเรื่องการเกิดน้ำพุและสาเหตที่คนได้คิดสร้างน้ำพุขึ้นมาเกิดจากหลักการนี้เอง






          การทดลองของน้ำที่อยู่ในสายอยาง การยกสายยางในระดับเท่าๆกันก็จะทำให้น้ำอยู่ในระกับเดียวกัน แต่ถ้าเอียงฝั่งไหนฝั่งหนึ่งก็จะทำให้สายยางไหลตามฝั่งที่เราเอียง





            ต่อไปเป็นกิจกรรมของดอกไม้บาน โดยอาจารย์ให้นักศึกษาแบ่งกระดาษเอ 4 กัน 1 แผ่น แบ่งออกเป็น 4 สวน แล้วให้นักศึกษาพับกระดาษ 2 ทบ แล้วให้นักศึกษาเอากรรไกรมาตัดเป็นรูปดอกไม้ ให้ระบายสีไว้ตรงกลางดอกไม้ แล้วพับกลีบดอกไม้เป็น 4 ส่วน เป็นรูปสี่เหลี่ยม เอาดอกไม้ไปวางไว้ในถาดที่มีน้ำ หลังจากนั้นให้นักศึกษาลองสังเกตดูว่าดอกไม้ของเรามีการเปลี่ยนแปลงแค่ไหน จากดอกที่หุบอยู่ก็จะเริ่มบานเรื่อยๆ
ประเด็นปัญหาเรื่องดอกไม้บาน
-ทำยังไงให้ดอกไม้บานเอง
-ตั้งสมมุติฐาน ถ้าเรามีน้ำแล้วเอากระดาษดอกไม้ไปวางบนน้ำ แล้วแต่คนจะคาดคะเน เช่น ทำไมของเพื่อนแต่ละคนถึงบานเร็วบานช้ากว่ากัน กระดาาเริ่มเปียกจากข้างล่างซึ่มขึ้นไปตามพื้นที่แล้วทำให้กระดาษบานออก เช่น ที่คนเราเอามาทำ ผ้าอนามัย หรือ กระดาษทิชชู เพราะการทดลองแบบนี้ทำให้ซึมซับน้ำได้ดี
-การเก็บการทดลอง เช่น การสังเกต การมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของดอกไม้











           
             ต่อไปเป็นกิจกรรมสุดท้ายคือให้นักศึกษาแต่ล่ะกลุ่มออกมานำเสนอของเล่นวิทยาศาสตร์ เรื่องแสง อาจารย์จะดูว่าแต่ละกลุ่มทำได้ดีมากแต่ไหน หรือต้องปรับปรุงเพิ่มเติมไหม หลังจากที่แต่ล่ะกลุ่มออกมานำเสนอเสร็จ อาจารย์ก็ให้คำแนะนำต่างๆว่าควรปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมอะไรบ้าง เพื่อให้นักศึกษาไปปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมใหม่เพื่อของเล่นของเราจะได้มีคุณค่าและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น










ส่งงานอาจารย์

 ของเล่นภาพเหมือนที่ขยับได้ ดิฉันเอาภาพช้างเล่นลูกบอล






ตัวหมุนที่เป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน เวลาเราหมุนเราจะเห็นได้ว่าสองภาพนี้จะมาอยู่รวมกัน ดิฉันเลยเอา ภาพตู้ปลากับปลา





คลิปวีดีโอการเล่น







ทักษะ ( SKILL)

1.ได้ทักษะการออกแบบของเล่นวิทยาศาสตร์
2.ได้ทักษะการคิด
3.ทักษะการนำเสนอผลงาน
4.ทักษะการมีความคิดสร้างสรรค์
5.ทักษะการสื่อและเทคโนดลยี
6.ทักษะการลงมือประดิษฐ์ของเล่นเอง
7.ทักษะการสังเกต การทดลอง

การนำเอาไปประยุกต์ใช้ (ADOPTION)

         สามารถประดิษฐิ์สื่อทางวิทยาศาสตร์ได้เองและเอาไปใช้สอนกับเด็กได้จริงในอนาคตและสามารถออกแบบกิจกรรมต่างๆทางวิทยาศาสตร์ได้ การเอาความรู้ต่างๆที่อาจารย์ให้ดูของเล่นและการทดลองต่างๆที่อาจารย์เอามา ให้นักศึกษาได้ทดลอง เอามาปรับใช้หรือทำสื่อวิทยาศาตร์ ได้ด้วยตนเองหลังจากที่ศึกษาหรือดูของเล่นและการทดลองต่างๆที่อาจารย์ให้ทำ นั้นจึงทำให้เรียนรู้เกี่ยวกับแสงสีและเงาทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น

เทคนิกการสอน (TECHNIQUE TEATHING)

1.การอธิบายเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ให้นักาาฟังโดยมีหลักการที่อธิบายเข้าใจง่ายๆ
2.การเอาของเล่นและการทดลองต่างๆมาใช้สอน
3.การปล่อยให้นักศึกษาศึกษาสื่อเองตามความอิสระ
4.ให้นักศึกษาได้สังเกตุ ทดลองสิ่งใหม่ๆ

ประเมินผล (ASSESSMENT)

ประเมินตนเอง

       แต่งกายสุภาพเรียบร้อย มาตรงต่อเวลา ตั้งใจทำกิจกรรมต่างๆอย่างเต็มที่  ตั้งใจฟังขณะที่อาจารย์สอน ไม่พูดคุยกับเพื่อนเสียงดัง

ประเมินเพื่อน

        เพื่อนๆทุกคนตั้งใจเรียน และให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่างๆอย่างเต็มที่ ไม่พูดคุยเสียงดังขณะเรียนหนังสือ

ประเมินอาจารย์

       อาจารย์มาตรงต่อเวลา แต่งกายสุภาพเรียบร้อย มีกิจกรรมแปลกใหม่มาสอนนักศึกษาเสมอ และเปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง

คำศัพย์   VOCABULARY 

1.present = นำเสนอ
2.toy = ของเล่น
3.observe = สังเกต
4.thinking = การคิด
5.Invention = การประดิษฐ์


วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2559

รุ

 บทความเรื่อง  ฝึกทักษะสังเกต…นำลูกสู่การเรียนรู้วิทยาศาสตร์

               ธรรมชาติของเด็กๆ นั้น มีความอยากรู้อยากเห็นต่อสิ่งรอบตัวตลอดเวลา เพราะเป็นวัยที่สมองมีการพัฒนาสูงสุด หากเด็กได้รับการพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับธรรมชาติของเขา จะทำให้ศักยภาพในการเรียนรู้ของเขาพัฒนาได้เต็มที่  ทักษะการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์นับเป็นทักษะที่ส่งเสริมให้เด็กๆ  สามารถคิดหาเหตุผล แสวงหาความรู้  สามารถแก้ปัญหาได้ตามวัยของเขา
               ทักษะการสังเกตเป็นหนึ่งในทักษะขั้นพื้นฐานและจำเป็นสำหรับการเรียนรู้ทาง วิทยาศาสตร์  การสังเกต หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ เพื่อต้องการรู้รายละเอียดของสิ่งนั้น ๆ ที่จะนำมาซึ่งการเรียนรู้ที่มากขึ้นและเด็กจะเก็บเป็นข้อมูลหรือประสบการณ์
ส่งเสริมทักษะการสังเกตผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า
  ฝึกสังเกตด้วย ตา   
             ในการสังเกตโดยใช้ “ตา” นั้น  คุณพ่อคุณแม่ควรแนะให้ลูกรู้จักสังเกตลักษณะของสิ่งต่างๆ  สังเกตความเหมือน ความต่าง รู้จักจำแนก และจัดประเภท จะช่วยให้เด็กมี นิสัยในการมองสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวอย่างละเอียดรอบคอบ
นอกจากใบไม้ ลำต้น กิ่ง ก้านแล้ว  เราควรจัดหาเมล็ดพืชหลาย ๆ ชนิดมาให้เด็กเล่นเพื่อสังเกตลักษณะรูปร่างขนาด สี และหัดแยกประเภท และจัดหมวดหมู่ อุปกรณ์ที่มีประโยชน์มากสำหรับการสังเกต คือ แว่นขยาย เด็ก ๆ มักตื่นเต้นที่ได้ เห็นสิ่งต่าง ๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น และเห็นรายละเอียดอย่างชัดเจน
 ฝึกสังเกตด้วย หู  
             คุณพ่อคุณแม่ทราบมั้ยว่าเด็กเล็กๆ ที่มีความสามารถในการจำแนกเสียงต่างๆ ที่ได้ยินนั้น จะมีพื้นฐานที่ดีในการเรียนรู้ภาษา  ทั้งยังช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งที่อยู่รอบตัวเขาด้วย เราอาจใช้วิธีอัดเสียงที่เด็กคุ้นหู เช่น เสียงสัตว์ต่าง ๆ เสียงนก เสียงแมลง จิ้งหรีด  จักจั่น เสียงน้ำไหล เสียงดนตรีชนิดต่าง ฯลฯ แล้วเปิดให้เด็กทายว่าเป็นเสียงอะไร ให้เด็กหัดสังเกตความแตกต่างของเสียงเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถเชื่อมโยงไป สู่การสอนเขาเกี่ยวกับลักษณะของแหล่งเสียงต่างๆ

ฝึกสังเกตด้วย จมูก               การใช้จมูกดมกลิ่นเพื่อฝึกการสังเกตนั้น  ควรให้ลูกได้ดมสิ่งที่มีกลิ่นเหมือนและต่างกัน เพื่อให้เขารู้จักจำแนกได้ละเอียดขึ้น การฝึกลูกในขั้นแรก คือปิดตาลูกแล้วให้ดมกลิ่นสิ่งต่างๆ แล้วบอกว่าเป็นกลิ่นอะไร กลิ่นที่นำมาให้ลูกดมควรเป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน เช่น แป้ง สบู่ ผลไม้ ส้ม ดอกไม้  หัวหอม กระเทียม กะเพราะ  ฯลฯ  หลังจากที่ลูกสามารถจำแนกกลิ่นต่าง ๆ ได้แล้ว ควรให้ดมกลิ่นสิ่งที่มีกลิ่นคล้ายกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เช่น สบู่ต่างชนิดกัน ดอกไม้ต่าง ๆ ใบไม้
ฝึกสังเกตด้วย ลิ้น                การใช้ลิ้นชิมรสอาหารต่าง ๆ เป็นกิจกรรมที่เด็กสนุกสนานเพราะสอดคล้องกับธรรมชาติของเด็กที่ชอบชิม แทะสิ่งต่าง ๆ อยู่แล้ว การให้เด็ก ได้ชิมรสต่าง ๆ นี้ก็เพื่อให้รู้จักความแตกต่างของรสชาติ และรู้จักลักษณะของสิ่งที่นำมาใช้เป็นอาหารดียิ่งขึ้น ในการจัดกิจกรรมนั้น คุณพ่อคุณแม่นำอาหารชิ้นเล็ก ๆ หลายๆ อย่างใส่ถาดให้ลูกปิดตาแล้วพ่อแม่ใส่ปากให้ชิมและตอบว่า กำลังชิมอะไร รสเป็นอย่างไร เช่น น้ำตาล-หวาน  เกลือ-เค็ม  วุ้น-หวาน  ส้ม-เปรี้ยวเป็นต้น
ฝึกสังเกตด้วย ผิวหนัง   
             การเรียนรู้ด้วยการใช้มือสัมผัส แตะ หรือเอาสิ่งของต่าง ๆ มาสัมผัสผิวหนัง ช่วยให้เด็กได้ เรียนรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติของวัตถุต่าง ๆ และเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ในระดับสูงขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่อาจนำวัตถุต่างๆ ใส่ถุง ให้ลูกปิดตาจับของในถุงนั้น แล้วให้บอกว่าสิ่งที่จับมีลักษณะอย่างไร เช่น นุ่ม แข็ง หยาบ เรียบ ขรุขระ เย็น อุ่น บาง หนา ฯลฯ โดยสิ่งของที่นำมาใส่ในถุงควรมีพื้นผิวแตกต่างกัน

 

รุวิจั

วิจัยเรื่อง ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการทดลองหลังการฟังนิทาน

(ผู้ทำการวิจัย ศศิวรรณ สำแดงเดช)

         การเรียนวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็กปฐมวัย เด็กปฐมวัยสามารถพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์จากการเล่นและการทำงานที่เด็กสนใจ ได้ลงมือปฏิบัติจริงลองผิดลองถูกและเรียนรู้จากการค้นพบด้วยตนเอง การเรียนรู้ของเด้กปฐมวัยเป็นการเรียน เพื่อสร้างพัฒนาการเพื่อให้เด็กเต้็มศักยภาพ เนื่องจากพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์นั้นสามารถสอดแทรกได้อยู่ทุกกิจกรรม นิทานเป็นสิ่งที่เด็กปฐมวัยชองฟังนิทาน  เพราะการฟังนิทานให้ความสนุกสนาน ตอลสนองความต้องการของเด็กไม่ว่าจะเป็นการอยากรู้อยากเห็น การยอมรับ การเสริมความคิด ความเข้าใจและการรับรู้ของเด็ก เมื่อการฟังนิทานเป็นสิ่งที่เด็กชอบเด็กจึงเกิดการเรียนรู้ได้ดี สามารถจดจำ กล้าแสดงออก การจัดกิจกรรมการเล่านิทานจะมีผลต่อการพัฒนาทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ได้ดี ซึ้งทักษะพื้นฐานที่ผู้วิจัยสนใจศึกาาในครั้งนี้ ได้แกทักษะในการสังเกต การจำแนก และการสื่อสาร
ความมุ่งหมายในการวิจัย 
1. เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการทดลองหลังการฟังนิทาน ก่อนและหลังการทดลอง
2.เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงทักษะพื้นฐานของทักษะพื้นฐานวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดกิจกรรมการทดลองหลังการฟังนิทาน ก่อนและหลังการทดลอง
ขอบเขตของการวิจัย  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย
     กลุ่มวิจัยที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี ซึ่งกำงลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดไทย กรุงเทพมหานคร จำนวน 30 คน โดยผู้วิจัยทำการทดสอบเด็กด้วยการทดสอบทักษะพื้นฐานวิทยาศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เพื่อคัดเลือกเด็กปฐมวัยจำนวน 15 คน ที่มีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 15 อันดับสุดท้าย กำหนดเป็นกลุ่มทดลอง
หลักการจัดกิจกรรมการฟังนิทาน
ขั้นนำ การเข้าสู่การฟังนิทาน โดยใช้คำคล้องจอง เพลง เกม การสนทนา การใช้คำถาม สร้างข้อตกลงร่วมกัน ระหว่างครูกับเด็ก ในการปฏิบัติตัวระหว่างฟังนิทานและฟังนิทานจนจบเรื่อง
ขั้นดำเนินกิจกรรม เด็กและครูสนนาในเรื่องราวเนิทาน และร่วมกันทำกิจกรรมทดลองหลังการฟังนิทาน เพื่อให้เด็กฝึกทักษะในเรื่อง การสังเกต การจำแนกและการสื่อสาร ที่มีความสัมพันธ์กับเนื้อเรื่อง และส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ตามจุดประสงค์ ของการทดลองโดยเด็กทำการทดลองด้วยตนเอง เด็กทำการทดลองโดยครูทำให้เด็กดูเป็นตัวอย่าง และเด็กกับครูทำการทดลองร่วมกัน
ขั้นสรุป   เด็กร่วมกิจกรรมอย่างสนุกสนานและทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ด้วยความเข้าใจ
ประเภทของนิทาน
1.นิทานพื้นบ้าน
2.นิทานคติธรรม
3.มหากาพย์และนิทานวีระบุรุษ
4.หนังสือภาพ
วิธีดำเนินการทดลอง
      การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ทำการทดลองเป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ล่ะ 3 วัน วันล่ะ 30 นาที ทำการทดลองในช่วงเวลา 08.30-09.00 รวม 24 ครั้ง มีลำดับขั้นตอนดังนี้
1.ผู้วิจัยใช้คะแนนสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยในขั้นตอนการเลือกตัวอย่างเป็นคะแนนก่อนการทดลอง
2.ผู้วิจัยดำเนินการทดลองด้วยตนเองโดยทดลองสัปดาห์ล่ะ 3 วัน วันล่ะ 30นาที ในช่างเวลา 08.30-09.00น.ของวันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ จนสิ้นสุดการทดลองโดยระหว่างที่ผู้วิจัยดำเนินการทดลองกับกลุ่มเด็กตัวอย่างที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างอยู่ในความดูแลของคุณครูผู้สอน
3.เมื่อทดลองไปจนครบ 8 สัปดาห์ผู้วิจัยทดสอบหลังการทดลองกับเด็กกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ชุดเดียวกับก่อนการทดลอง
4.นำข้อมุลที่ได้จากการทดสอบไปทกการวิเคาระห์ข้อมูลทางสถิติ
กิจกรรมหลังการฟังนิทาน เป็นการทำกิจกรรมต่อเนื่องจากการเล่านิทานเมื่อเด็กได้ฟังนิทานจยจบเรื่อง เด็กจะได้ทำการทดลองในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนิทาน เช่น นิทานครึ่งวงกลมสีแดง เด็กจะทำการทดลองเรื่อง เรื่อล่ม อุปกรณ์ที่เด้กได้รับคือ เรือกระดาา ลูกแก้ว ดินน้ำมัน อ่างใส่น้ำ เด็กได้พับเรือกระดาษแบบง่ายๆ และตอบคำถามว่าเรือนี้หนักหรือเบา ลอยน้ำหรือจมน้ำ เด็กอธิบายว่า ลอยน้ำได้เพราะเรือเบาจากนั้นเด็กค่อยๆใส่ลูกแก้วไว้ในเรือทีละคน เด็กตอบคำถามว่าใส่ลูกแก้วทีล่ะลูกเรือจะจมหรือลอยน้ำ เด็กบางคนบอกว่าจมเพราะใส่ลูกแก้วลงไป เด็กบางคนบอกว่าลอยเพราะเห็นเรือบรรทุกของได้เยอะ
กิจกรรมนี้เด้กจะได้การแยกประเภท การสังเกตและการสื่อสาร
 นิทานครึ่งวงกลมสีแดง การทดลองเรือล่ม


 นิทานลูกไก่กับลูกเป็ด เรื่อง การลอยการจม


 นิทานเรื่องการเดินทางของลูกยาง การทดลองคอร์ปเตอร์กระดาษ